ประวัติความเป็นมาของบ้านเหล่าแขม
สภาพทางภูมิศาสตร์
แต่ก่อนสภาพภูมิศาสตร์บ้านเหล่าแขมเป็นป่า
เป็นดง เป็นเหล่า มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นเต็มไปหมดและเป็นป่าที่อุดมสมบรูณ์
และที่สำคัญบริเวณนี้มีแต่ต้นแขม เหล่าแขม ( มีลักษณะเป็นพืชอายุหลายปี
เกิดในที่ชุ่มน้ำพบตามดอน ตามเหล่า มีลักษณะคล้ายต้นอ้อ ลำต้นกลวง มีดอกสีขาว หรือมีลักษณะคล้ายก่อหญ้าขนาดใหญ่
) ขึ้นมากมาย เมื่อมีคนอพยพมาตั้งบ้านเรือนก็ได้ถกถางป่าแขม เหล่าแขม
เพื่อจะตั้งบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน
บ้านเหล่าแขมยังมีบึงขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้าน
เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านเหล่าแขม และหมู่บ้านอื่นๆตำบลอื่นๆ
เปรียบเสมือนหลอดเลือดของชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้น คือ บึงแม่ครัว
เป็นบึงขนาดใหญ่และมีวัดเกาะแก้วอยู่ตรงกลางแม่น้ำ มีหลวงพ่อใหญ่ ( พระพุทธรูป )
เป็นที่มาของชื่อตำบลเกาะแก้ว ต่อมารัฐบาลได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบึงแม่ครัว
โดยการถมดินเพื่อจะเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกและตั้งบ้านเรือนของชาวบ้าน
แต่มีการขุดบึงแม่ครัวให้ลึกกว่าเดิม เพื่อทำชลประทานและแท่งน้ำประปามาหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้าน
ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำได้ท่วมทำให้พื้นที่เพาะปลูกเสียหายในตอนนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นการทำนา
ทำไร่ ปลูกปอ ถั่ว อ้อย และอาชีพเสริมคือการค้าขาย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ต่อมาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยจากการช่วยซึ่งกันและกันกลับมาทำเพื่อการค้าขาย
และอาชีพบางส่วนก็เริ่มหายไป เช่น การปลูกปอ ปลูกอ้อย น้อยลง
และชาวบ้านส่วนใหญ่จะไปทำงานต่างจังหวัด บางทีอาจขายที่ทำกินเองตนเองเพื่อจะเข้าไปอยู่ในสังคมเมือง
จากการลี้ภัยมาสู่สังคมเมือง
เดิมทีชาวบ้านเหล่าแขมได้ย้ายมาจากบ้านท่าม่วง
บ้านกุดน้ำใส โดยแกนนำท่านขุนประเสริฐ(สงค์) เป็นผู้ตั้งนามสกุลประเสริฐสังข์ ท่านเป็นผู้นำในการอพยพมาตั้งอยู่ “
บ้านดงบ้านเก่า “แต่ในตอนนั้นได้เกิดโลกระบาดเกิดขึ้น คือ โรคบักห่า (
โรคห่าที่เป็นแผลแล้วจะเป็นแผลขนาดใหญ่ คล้ายโรคอีสุกอีใสขั้นรุนแรง )
เกิดการล้มตายเป็นอย่างมาก จึงได้พาพรรคพวกอพยพจากบ้านนั้น
บางส่วนก็ตั้งบ้านเรือนที่บ้านดงกลาง บางส่วนก็ย้ายไปต่างจังหวัด และมีชาวบ้านส่วนหนึ่งโดยท่านขุนประเสริฐ
(สงค์ ) ได้มาตั้งบ้านเมืองที่บ้านเหล่าแขม เดิมทีบริเวณนั้นเป็นเหล่าเป็นดง
มีแต่ต้นแขม ก่อแขม ต้นปอ จึงทำให้ท่านขุนประเสริฐ (สงค์ ) ได้ตั้งชื่อบ้านเป็นบ้านเหล่าแขม ตามสภาพภูมิสาสตร์ บริเวณที่มาตั้งบ้านเมือง (
เหล่าแขม เป็นพืชที่มีลักษณะอายุหลายปี คล้ายต้นอ้อ ลำต้นกลวง มีดอกสีขาว )
จากท่าม่วงเป็นเกาะแก้ว
เมื่อปี พ.ศ. 2500 บ้านเหล่าแขม ( ตำบลเกาะแก้ว )
เดิมเป็นตำบลท่าม่วง ต่อมาปี พ.ศ. 2516
จึงของแยกออกจากตำบลท่าม่วง เป็นตำบลเกาะแก้ว ( ตั้งชื่อตามนามของวัดเกาะแก้ว
มีหลวงพ่อใหญ่ ( พระพุทธรูป ) และบึงแม่ครัวล้อมรอบเป็นเกาะ มีทั้งหมด 14 หมู่บ้าน โดยบ้านเหล่าแขมได้แยกออกมาเป็น 3 หมู่บ้าน
เพื่อจะได้เป็นตำบล คือ
หมู่ที่ 1 คือ บ้านตลาดค้อ ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ( วัดเกาะแก้วเป็นวัดประจำหมู่บ้าน )
หมู่ที่ 6 คือ บ้านเหล่าแขม ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ( วัดตาลวรารามเป็นวัดประจำหมู่บ้าน )
หมู่ที่ 14 คือ บ้านเหล่าไพรงาม ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ( วัดตาลวรารามเป็นวัดประจำหมู่บ้าน ) และเป็นหมู่บ้านที่แยกออกจากบ้านเหล่าแขมเพื่อจะตั้งเป็นตำบล
หมู่ที่ 1 คือ บ้านตลาดค้อ ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ( วัดเกาะแก้วเป็นวัดประจำหมู่บ้าน )
หมู่ที่ 6 คือ บ้านเหล่าแขม ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ( วัดตาลวรารามเป็นวัดประจำหมู่บ้าน )
หมู่ที่ 14 คือ บ้านเหล่าไพรงาม ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ( วัดตาลวรารามเป็นวัดประจำหมู่บ้าน ) และเป็นหมู่บ้านที่แยกออกจากบ้านเหล่าแขมเพื่อจะตั้งเป็นตำบล
ในช่วงของนายจันทรา
ภูมิพันธ์ เป็นกำนันตำบลเกาะแก้ว ท่านได้เผชิญกับปัญหาโจรชุม
มาขโมยข้าวของชาวบ้านเสียหาย แต่ไม่สามารถจับโจรได้ นายจันทราจึงได้เข้าไปขอความช่วยเหลือทางตำรวจเพื่อมาช่วยดูแลและปราบโจรในหมู่บ้าน
ต่อมาหมู่บ้านนี้ก็สงบสุข
เมื่อปี พ.ศ. 2512 ได้มีอาสาสมัคร
ได้เข้ามาให้คำแนะนำกับชาวบ้านในการใช้ส้วมให้ถูกลักษณะและปลอดภัย
ชาวบ้านเหล่าแขมได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำ โดยทุกหลังคาบ้านต้องมีส้วมที่ถูกลักษณะและปลอดภัย
และในตอนนั้นชาวบ้านได้ผลักดันหมู่บ้านตนเองเข้าประกวดหมู่บ้านดีเด่น
และในช่วงที่อาสาสมัครเข้ามาให้คำแนะนำนั้นเป็นช่วงที่ชาวบ้านเตรียมพร้อมในการเข้าประกวดในระดับตำบล
อำเภอ จังหวัด และในระดับเขต ทำให้บ้านเหล่าแขมได้รับหมู่บ้านดีเด่นในระดับเขต 3
ปี ในปี พ.ศ. 2514 – 2516)
จากสังคมชนบทเข้าสู่สังคมเมือง
นายแสงชัย โสภาพล
กำนันตำบลเกาะแก้วคนปัจจุบันต่อจากพ่อจันทรา
เป็นช่วงเวลาที่ปรับเปลี่ยนให้หมู่บ้าน ตำบล ให้เจริญจากชนบทเข้าสู่สังคมเมือง
โดยได้รับแรงผลักดันจากพ่อบุญสิน สืบชมพู พ่อเฉลิมชัย ประเสริฐสังข์
เป็นสารวัตรกำนันคนปัจจุบัน ( หมู่ที่ 14 ) และชาวบ้านเหล่าแขมทุกคน
ในปี พ.ศ. 2514 ได้ไปขอตั้งเป็นกิ่งอำเภอ “ ม่วงแก้ว “ โดย 2
ตำบล คือ ตำบลท่าม่วง และ
ตำบลเกาะแก้ว รวมกันแต่ไม่ได้
โดยแกนนำทั้ง 7 ท่าน
ต่อมาจึงได้ไปขอสถานศึกษา ในปี พ.ศ. 2540 จึงได้สถานศึกษา
คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยบริเวณที่ตั้ง 3 อำเภอ คือ
อำเภอโพนทอง , อำเภอเสลภูมิ และ อำเภอธวัชบุรี โดยแกนนำโดย 7
ท่าน คือ
สส.สุรพร สนัยตั้งตระกูล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น
สส.เอกภาพ คนซื่อ
นายแสงชัย โสภาพล กำนันตำบลเกาะแก้ว
สส.เอกภาพ คนซื่อ
นายแสงชัย โสภาพล กำนันตำบลเกาะแก้ว
นายยืนยง สุทธิประภา กำนันตำบลท่าม่วง
นายบุญสิน สืบชมพู สารวัตรกำนัน หมู่ 14
นายเฉลิมชัย ประเสริฐสังข์ สารวัตรกำนัน หมู่ 14
นายประสิทธิ์ วันชัย กรรมการหมู่บ้านนากระตึบ
นายบุญสิน สืบชมพู สารวัตรกำนัน หมู่ 14
นายเฉลิมชัย ประเสริฐสังข์ สารวัตรกำนัน หมู่ 14
นายประสิทธิ์ วันชัย กรรมการหมู่บ้านนากระตึบ
อำเภอเสลภูมิเป็นพื้นที่เหมาะสมที่จะตั้งสถานศึกษาและชาวบ้านก็สนับสนุนในการก่อตั้งครั้งนี้
เมื่อได้สถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดแล้ว ในปี พ.ศ.2544 ก็ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดขึ้น
เป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
วัดเกาะแก้ว เป็นวัดที่เป็นเกาะ โดยมีบึงแม่ครัวล้อมรอบวัด และเป็นนามใช้ตั้งชื่อตำบล
บึงแม่ครัว เป็นบึงขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบวัดเกาะแก้ว และเป็นบึงที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านเหล่าแขม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด เป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
วัดสว่างท่าสี ( วัดตาลวรารามในปัจจุบัน )
เสื่อกก เป็นสินค้า OTOP ของชาวบ้านเหล่าแขม
มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดกับการเปลี่ยนแปลง
เมื่อตั้ง มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ในปี พ.ศ. 2544 แล้ว ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากชุมชนเป็นสังคมเมืองอย่างชัดเจน หมู่บ้านขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วมีการก่อสร้างหอพักมากมาย ถนนจากถนนลูกรังกลายเป็นถนนลาดยาง ถนนคอนกรีต มีไฟฟ้า การประปา และสื่อทางเทคโนโลยีมากมาย จำนวนประชากรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลเข้ามาศึกษาในระดับอุดมศึกษา ( มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ) เมื่อบุคคลมากมายความต้องการทางการอุปโภคบริโภคมากขึ้นจึงเกิดร้านค้า ตลาด ร้านอาหาร เกิดขึ้นมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน จากชุมชนเล็กๆก็เริ่มเปลี่ยนแปลงมาเป็นชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เงินเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของชาวบ้านเกิดการแข่งขันกันสูง เกิดการแย่งที่ทำมาหากินของชาวบ้าน บางทีชาวบ้านขายที่ทำกินของตนเองเพื่อจะได้นำเงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดค่าครองชีพสูงตามกระแสยุคโลกาภิวัฒน์
ในปี พ.ศ. 2556
จะยุบตำบลเกาะแก้วและตำบลท่าม่วงรวมกันเป็นอำเภอ “ ม่วงแก้ว “ โดยความร่วมมือทั้ง 6 ตำบล คือ
ตำบลเกาะแก้ว
ตำบลท่าม่วง
ตำบลหนองแวง
ตำบลโคกสูง
ตำบลนาแซง
ตำบลดอนองค์
โดยจะใช้สถานที่ที่บ้านโคกกุง
ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ก่อตั้งอำเภอ
และเป็นสวนสาธารณะประจำอำเภอม่วงแก้ว ในปี พ.ศ. 2556
บทสรุป
บ้านเหล่าแขมเดิมทีเป็นป่า
เป็นเหล่าแขม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากบ้านดงบ้านเก่า
ที่หลบหนี้โรคระบาดตอนนั้นคือ โรคบักห่า มาตั้งรากฐานบ้านเมืองที่บ้านเหล่าแขม โดยมีแกนนำคือ ท่านขุนประเสริฐ (สงค์ )เป็นแกนนำในการอพยพและเป็นผู้ตั้งชื่อบ้านเหล่าแขมตามสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งรากฐานและต่อมาในช่วงท่านกำนันแสงชัย
โสภาพลเป็นผู้นำก็เกิดการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนชนบทมาเป็นชุมชนเมือง
เกิดสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา และจะก่อตั้งอำเภอม่วงแก้วในปี พ.ศ. 2556
จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของบ้านเหล่าแขม
โดยกระบวนการทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอน
สามารถตอบคำถามที่สงสัยได้ว่า บ้านเหล่าแขมมาจากไหน (
ชื่อบ้านนามเมืองตั้งจากอะไร ) การดำเนินชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างไร
และการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านเกิดขึ้นจากอะไร
ในการศึกษาครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้ความรู้มากมายอาทิ
การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกชิ้นล้วนเป็นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะหลักฐานชั้นต้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานชั้นรอง การลงพื้นที่ในการไปหาข้อมูล การสัมภาษณ์
การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน
และเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง
ที่มา : งานเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
No comments:
Post a Comment