Tuesday, January 29, 2013

หน้าที่นักประวัติศาสตร์


             นักประวัติศาสตร์มีหน้าที่หลักอยู่ที่ต้องนำประสบการณ์และผลงานในอดีตของมนุษย์มาเผยแพร่ให้บุคคลในปัจจุบันและอนาคตได้ทราบ นักประวัติศาสตร์มิใช่เพียงมีหน้าที่แสวงหาข้อมูลจริงแล้วบันทึกไว้เท่านั้น แต่นักประวัติศาสตร์ต้องเข้าใจและสามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผล มีระเบียบระบบและเป็นประโยชน์ต่อปัจจุบันและอนาคตมากที่สุด นั่นคือ นักประวัติศาสตร์สามารถอธิบายได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเหตุใด และมีผลอย่างไร ตลอดจนความสำคัญของเหตุการณ์เหล่านั้น นักประวัติศาสตร์ควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้



    1. ระเบียบ วินัย ความเชื่อมั่นตนเอง และความวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล
    2. สามัญสำนึก จินตนาการ และความนึกคิดที่ลึกซึ้งละเอียดสุขุม เพื่อสามารถเข้ใจปัญหาที่สลับซับซ้อนได้
   3. ความรู้และความชำนาญในการประเมินค่าลักษณะหลักฐานทั้งภายนอกและภายในของเอกสารมีความซื่อสัตย์ และให้เกียรติแก่หลักฐานที่นำมาใช้ ไม่บิดเบือนประวัติศาสตร์
   4. ความสามารถในการวินิจฉัยแยกแยะข้อมูลที่เป็นจริงจากหลักฐาน จัดลำดับความสำคัญและพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลแต่ละประเด็น
  5. ความยุติธรรม ไม่มีอคติ มีความใจกว้างในการยอมรับหลักฐานที่ขัดแย้งกับความคิดของตน
  6. ระมัดระวังในการใช้ภาษา ที่สามารถอธิบายความคิดและข้อมูลที่เป็นจริง
  7. การศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ และพร้อมที่จะแก้ไขผลงานของตนตามหลักฐานที่เป็นจริงได้อย่างชัดเจน



ที่มา รศ.ดนัย ไชยโยธา.พัฒนาการวิธีการเขียนประวัติศาสตร์กับปรัชญาประวัติศาสตร์

Monday, January 28, 2013



ประวัติความเป็นมาของบ้านเหล่าแขม
สภาพทางภูมิศาสตร์
แต่ก่อนสภาพภูมิศาสตร์บ้านเหล่าแขมเป็นป่า เป็นดง เป็นเหล่า มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นเต็มไปหมดและเป็นป่าที่อุดมสมบรูณ์ และที่สำคัญบริเวณนี้มีแต่ต้นแขม เหล่าแขม ( มีลักษณะเป็นพืชอายุหลายปี เกิดในที่ชุ่มน้ำพบตามดอน ตามเหล่า มีลักษณะคล้ายต้นอ้อ ลำต้นกลวง มีดอกสีขาว หรือมีลักษณะคล้ายก่อหญ้าขนาดใหญ่ ) ขึ้นมากมาย เมื่อมีคนอพยพมาตั้งบ้านเรือนก็ได้ถกถางป่าแขม เหล่าแขม เพื่อจะตั้งบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน
บ้านเหล่าแขมยังมีบึงขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้าน เป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านเหล่าแขม และหมู่บ้านอื่นๆตำบลอื่นๆ เปรียบเสมือนหลอดเลือดของชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้น คือ บึงแม่ครัว เป็นบึงขนาดใหญ่และมีวัดเกาะแก้วอยู่ตรงกลางแม่น้ำ มีหลวงพ่อใหญ่ ( พระพุทธรูป ) เป็นที่มาของชื่อตำบลเกาะแก้ว ต่อมารัฐบาลได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบึงแม่ครัว โดยการถมดินเพื่อจะเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกและตั้งบ้านเรือนของชาวบ้าน แต่มีการขุดบึงแม่ครัวให้ลึกกว่าเดิม เพื่อทำชลประทานและแท่งน้ำประปามาหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้าน ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำได้ท่วมทำให้พื้นที่เพาะปลูกเสียหายในตอนนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นการทำนา ทำไร่ ปลูกปอ ถั่ว อ้อย และอาชีพเสริมคือการค้าขาย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่อมาเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยจากการช่วยซึ่งกันและกันกลับมาทำเพื่อการค้าขาย และอาชีพบางส่วนก็เริ่มหายไป เช่น การปลูกปอ ปลูกอ้อย น้อยลง และชาวบ้านส่วนใหญ่จะไปทำงานต่างจังหวัด บางทีอาจขายที่ทำกินเองตนเองเพื่อจะเข้าไปอยู่ในสังคมเมือง

จากการลี้ภัยมาสู่สังคมเมือง
         เดิมทีชาวบ้านเหล่าแขมได้ย้ายมาจากบ้านท่าม่วง บ้านกุดน้ำใส โดยแกนนำท่านขุนประเสริฐ(สงค์) เป็นผู้ตั้งนามสกุลประเสริฐสังข์  ท่านเป็นผู้นำในการอพยพมาตั้งอยู่ “ บ้านดงบ้านเก่า “แต่ในตอนนั้นได้เกิดโลกระบาดเกิดขึ้น คือ โรคบักห่า ( โรคห่าที่เป็นแผลแล้วจะเป็นแผลขนาดใหญ่ คล้ายโรคอีสุกอีใสขั้นรุนแรง ) เกิดการล้มตายเป็นอย่างมาก จึงได้พาพรรคพวกอพยพจากบ้านนั้น บางส่วนก็ตั้งบ้านเรือนที่บ้านดงกลาง บางส่วนก็ย้ายไปต่างจังหวัด และมีชาวบ้านส่วนหนึ่งโดยท่านขุนประเสริฐ (สงค์ ) ได้มาตั้งบ้านเมืองที่บ้านเหล่าแขม เดิมทีบริเวณนั้นเป็นเหล่าเป็นดง มีแต่ต้นแขม ก่อแขม ต้นปอ จึงทำให้ท่านขุนประเสริฐ (สงค์ ) ได้ตั้งชื่อบ้านเป็นบ้านเหล่าแขม  ตามสภาพภูมิสาสตร์ บริเวณที่มาตั้งบ้านเมือง ( เหล่าแขม เป็นพืชที่มีลักษณะอายุหลายปี คล้ายต้นอ้อ ลำต้นกลวง มีดอกสีขาว )

จากท่าม่วงเป็นเกาะแก้ว
             เมื่อปี พ.ศ. 2500 บ้านเหล่าแขม ( ตำบลเกาะแก้ว ) เดิมเป็นตำบลท่าม่วง ต่อมาปี พ.ศ. 2516 จึงของแยกออกจากตำบลท่าม่วง เป็นตำบลเกาะแก้ว ( ตั้งชื่อตามนามของวัดเกาะแก้ว มีหลวงพ่อใหญ่ ( พระพุทธรูป ) และบึงแม่ครัวล้อมรอบเป็นเกาะ  มีทั้งหมด 14 หมู่บ้าน โดยบ้านเหล่าแขมได้แยกออกมาเป็น 3 หมู่บ้าน เพื่อจะได้เป็นตำบล คือ
 หมู่ที่  1  คือ บ้านตลาดค้อ ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด  ( วัดเกาะแก้วเป็นวัดประจำหมู่บ้าน )
 หมู่ที่ คือ บ้านเหล่าแขม ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด  ( วัดตาลวรารามเป็นวัดประจำหมู่บ้าน )
 หมู่ที่ 14  คือ บ้านเหล่าไพรงาม ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ( วัดตาลวรารามเป็นวัดประจำหมู่บ้าน ) และเป็นหมู่บ้านที่แยกออกจากบ้านเหล่าแขมเพื่อจะตั้งเป็นตำบล
            ในช่วงของนายจันทรา ภูมิพันธ์ เป็นกำนันตำบลเกาะแก้ว ท่านได้เผชิญกับปัญหาโจรชุม มาขโมยข้าวของชาวบ้านเสียหาย แต่ไม่สามารถจับโจรได้ นายจันทราจึงได้เข้าไปขอความช่วยเหลือทางตำรวจเพื่อมาช่วยดูแลและปราบโจรในหมู่บ้าน ต่อมาหมู่บ้านนี้ก็สงบสุข
           เมื่อปี พ.ศ. 2512 ได้มีอาสาสมัคร ได้เข้ามาให้คำแนะนำกับชาวบ้านในการใช้ส้วมให้ถูกลักษณะและปลอดภัย ชาวบ้านเหล่าแขมได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำ โดยทุกหลังคาบ้านต้องมีส้วมที่ถูกลักษณะและปลอดภัย และในตอนนั้นชาวบ้านได้ผลักดันหมู่บ้านตนเองเข้าประกวดหมู่บ้านดีเด่น และในช่วงที่อาสาสมัครเข้ามาให้คำแนะนำนั้นเป็นช่วงที่ชาวบ้านเตรียมพร้อมในการเข้าประกวดในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด และในระดับเขต ทำให้บ้านเหล่าแขมได้รับหมู่บ้านดีเด่นในระดับเขต 3 ปี ในปี พ.ศ. 2514 – 2516)

จากสังคมชนบทเข้าสู่สังคมเมือง
             นายแสงชัย  โสภาพล กำนันตำบลเกาะแก้วคนปัจจุบันต่อจากพ่อจันทรา เป็นช่วงเวลาที่ปรับเปลี่ยนให้หมู่บ้าน ตำบล ให้เจริญจากชนบทเข้าสู่สังคมเมือง โดยได้รับแรงผลักดันจากพ่อบุญสิน  สืบชมพู  พ่อเฉลิมชัย ประเสริฐสังข์ เป็นสารวัตรกำนันคนปัจจุบัน ( หมู่ที่  14 )  และชาวบ้านเหล่าแขมทุกคน
             ในปี พ.ศ. 2514  ได้ไปขอตั้งเป็นกิ่งอำเภอ “ ม่วงแก้ว “ โดย 2  ตำบล คือ ตำบลท่าม่วง และ ตำบลเกาะแก้ว  รวมกันแต่ไม่ได้ โดยแกนนำทั้ง 7  ท่าน ต่อมาจึงได้ไปขอสถานศึกษา ในปี พ.ศ. 2540 จึงได้สถานศึกษา คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยบริเวณที่ตั้ง 3 อำเภอ คือ อำเภอโพนทอง , อำเภอเสลภูมิ และ อำเภอธวัชบุรี โดยแกนนำโดย 7 ท่าน คือ
   สส.สุรพร              สนัยตั้งตระกูล     รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น
         สส.เอกภาพ          คนซื่อ
         นายแสงชัย           โสภาพล                กำนันตำบลเกาะแก้ว
         นายยืนยง              สุทธิประภา          กำนันตำบลท่าม่วง
         นายบุญสิน           สืบชมพู                 สารวัตรกำนัน หมู่  14
         นายเฉลิมชัย         ประเสริฐสังข์       สารวัตรกำนัน หมู่  14
         นายประสิทธิ์        วันชัย                     กรรมการหมู่บ้านนากระตึบ
              อำเภอเสลภูมิเป็นพื้นที่เหมาะสมที่จะตั้งสถานศึกษาและชาวบ้านก็สนับสนุนในการก่อตั้งครั้งนี้ เมื่อได้สถานที่ตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดแล้ว ในปี พ.ศ.2544 ก็ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดขึ้น เป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา


สถานที่สำคัญและสินค้า OTOP บ้านเหล่าแขม ( ตำบลเกาะแก้ว )
 วัดเกาะแก้ว เป็นวัดที่เป็นเกาะ โดยมีบึงแม่ครัวล้อมรอบวัด และเป็นนามใช้ตั้งชื่อตำบล  
บึงแม่ครัว  เป็นบึงขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบวัดเกาะแก้ว และเป็นบึงที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านเหล่าแขม มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด  เป็นสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
วัดสว่างท่าสี ( วัดตาลวรารามในปัจจุบัน )
เสื่อกก  เป็นสินค้า OTOP ของชาวบ้านเหล่าแขม


มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดกับการเปลี่ยนแปลง








         เมื่อตั้ง มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ในปี พ.ศ. 2544 แล้ว ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากชุมชนเป็นสังคมเมืองอย่างชัดเจน หมู่บ้านขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วมีการก่อสร้างหอพักมากมาย ถนนจากถนนลูกรังกลายเป็นถนนลาดยาง ถนนคอนกรีต มีไฟฟ้า การประปา และสื่อทางเทคโนโลยีมากมาย จำนวนประชากรมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลเข้ามาศึกษาในระดับอุดมศึกษา ( มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด )  เมื่อบุคคลมากมายความต้องการทางการอุปโภคบริโภคมากขึ้นจึงเกิดร้านค้า ตลาด ร้านอาหาร เกิดขึ้นมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน  จากชุมชนเล็กๆก็เริ่มเปลี่ยนแปลงมาเป็นชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น  เงินเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตของชาวบ้านเกิดการแข่งขันกันสูง เกิดการแย่งที่ทำมาหากินของชาวบ้าน บางทีชาวบ้านขายที่ทำกินของตนเองเพื่อจะได้นำเงินมาใช้ในชีวิตประจำวัน เกิดค่าครองชีพสูงตามกระแสยุคโลกาภิวัฒน์
          ในปี พ.ศ. 2556  จะยุบตำบลเกาะแก้วและตำบลท่าม่วงรวมกันเป็นอำเภอ  “ ม่วงแก้ว “ โดยความร่วมมือทั้ง 6 ตำบล คือ
             ตำบลเกาะแก้ว
             ตำบลท่าม่วง
             ตำบลหนองแวง
             ตำบลโคกสูง
             ตำบลนาแซง
             ตำบลดอนองค์
         โดยจะใช้สถานที่ที่บ้านโคกกุง ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพื้นที่ก่อตั้งอำเภอ และเป็นสวนสาธารณะประจำอำเภอม่วงแก้ว ในปี พ.ศ. 2556

บทสรุป
           บ้านเหล่าแขมเดิมทีเป็นป่า เป็นเหล่าแขม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ได้อพยพมาจากบ้านดงบ้านเก่า ที่หลบหนี้โรคระบาดตอนนั้นคือ โรคบักห่า มาตั้งรากฐานบ้านเมืองที่บ้านเหล่าแขม  โดยมีแกนนำคือ ท่านขุนประเสริฐ (สงค์ )เป็นแกนนำในการอพยพและเป็นผู้ตั้งชื่อบ้านเหล่าแขมตามสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งรากฐานและต่อมาในช่วงท่านกำนันแสงชัย  โสภาพลเป็นผู้นำก็เกิดการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนชนบทมาเป็นชุมชนเมือง เกิดสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา และจะก่อตั้งอำเภอม่วงแก้วในปี พ.ศ. 2556 
            จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของบ้านเหล่าแขม โดยกระบวนการทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอน  สามารถตอบคำถามที่สงสัยได้ว่า บ้านเหล่าแขมมาจากไหน ( ชื่อบ้านนามเมืองตั้งจากอะไร ) การดำเนินชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านเกิดขึ้นจากอะไร  ในการศึกษาครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้ความรู้มากมายอาทิ การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเป็นกระบวนการที่ถูกต้อง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกชิ้นล้วนเป็นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์  โดยเฉพาะหลักฐานชั้นต้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานชั้นรอง  การลงพื้นที่ในการไปหาข้อมูล  การสัมภาษณ์  การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน  และเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง  

  



ที่มา : งานเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น 

Sunday, January 27, 2013



ชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
1. ความสำคัญ
    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นนักปราชญ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ทรงรอบรู้และเชี่ยวชาญในศิลปะและวิทยาการสาขาวิชาต่างๆ เช่น การเมือง การปกครอง การศึกษา ประวัติศาสตร์ การคลัง โบราณคดี อักษรศาสตร์ ศิลปะ การดนตรี และการสาธารณสุข พระองค์ทรงสามารถนำประสบการณ์จากที่ได้ทรงศึกษาวิชาการสาขาต่างๆ เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่พระองค์และประเทศชาติเป็นอย่างมาก
2. ชีวประวัติ
    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาชุ่ม ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1862 มีพระนามว่า พระองศ์เจ้าดิศวรกุมาร
3. การศึกษา
    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเริ่ม ก-ข เมื่อพระชนมายุได้ 3 พรรษา โดยมีเจ้าจอมมารดาชุ่มพระมารดาเป็นผู้เอาใจใส่อย่างดี และได้ทรงจ้างอาลักษณ์ให้ช่วยฝึกหัดเขียนหนังสื่อด้วยเส้นหรดาลลงในสมุดดำ พระองค์ทรงเริ่มการศึกษาอ่านหนังสือไทยเบื้องต้นกับคุณแสง  เสมียน และเวลาต่อมาทรงเรียนกับคุณปาน จนอ่านหนังสือได้แตกฉาน และเมื่อพระชันษาได้ 8 พรรษา ทรงศึกษาภาษามคธในสำนักพระยาปริยัติธาดา (เปี่ยม) และหลวงธรรมานุวัติจำนง (จุ้ย)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับนายฟรานซิส แปตเตอร์สั่น ชาวอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1872-1874 และทรงเรียนภาษาอังกฤษได้ดี
4. การผนวช
    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำราชานุภาพได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา 1 พรรษา แล้วทรงสิกขาบทเสด็จไปประทับที่บ้าน พระยาอัมภันตริกามาตย์ (คุณตา) กับเจ้าจอมมารดาชุ่มพระมารดาที่ถนนเจริญกรุงริมคลองโอ่งอ่าง และในปี ค.ศ. 1883 พระองศ์ได้ผนวชเป็นพระภิกษุที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสร็จไปประทับจำพรรษาเป็นเวลา 1 พรรษาที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
5. งานราชการ
    สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงศึกษาเป็นนายร้อยจนสำเร็จและทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งต่างๆต่อไปนี้
ค.ศ. 1877 ได้ยศนายร้อยตรี เป็นผู้บังคับกองการแตรวง กรมทหารมหาดเล็ก
ค.ศ. 1879 ได้ยศนายร้อยโท เป็นผู้บังคับการทหารม้า กรมทหารมหาดเล็ก
ค.ศ. 1879 ได้ยศนายร้อยเอก เป็นราชองครักษ์ประจำพระองค์
ค.ศ. 1880 ได้ยศนายพันตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ กรมมหาดเล็ก
ค.ศ. 1881 เป็นผู้ว่ากรมกองแก้วจินดา (ปืนใหญ่)
ค.ศ. 1885 ได้ยศนายพันโท เป็นผู้บังคับการทหารมหาดเล็ก
ค.ศ. 1886 ได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัฏให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มาฐานะเป็นกรมหมื่น และเป็นผู้ช่วยผู้บังคับบัญชาการทหารบก โดยได้รับยศนายพลตรี
ค.ศ. 1889 เป็นผู้กำกับการกรมธรรมการ ซึ่งเป็นการย้ายราชการจากทหารไปรับราชการฝ่ายพลเรือน
ค.ศ. 1890 เสด็จไปทวีปยุโรปในฐานะเป็นผู้แทนต่างพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเจริญพระราชไมตรีกับประเทศฝรั่งเศส เดนมาร์ก สหภาพโซเวียต ตุรกี กรีซ และอิตาลี
ค.ศ. 1890 เป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ
ค.ศ. 1892 เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยและอธิการบดีกรมพยาบาล
ค.ศ. 1899 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นกรมหลวง
ค.ศ. 1911 ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นกรมพระ
ค.ศ. 1915 เป็นเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และได้ทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
ค.ศ. 1939 ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ค.ศ. 1943 สิ้นพระชนม์
          6. ชีวิตส่วนพระองค์
               สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระวิริยะอุตสาหะไม่ย่อหย่อนท้อถอยแต่ลักษณะสำคัญยิ่งของพระองค์คือ เป็นนักศึกษาค้นคว้าและนักอ่านหนังสือจนตลอดพระชนมายุ ชีวิตส่วนใหญ่ของพระองค์อยู่กับงานในหน้าที่ราชการ และเวลานอกนั้นเป็นการอ่านหนังสือและงานประพันธ์
          7. ปัจฉิมแห่งพระชนม์ชีพ
               สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นนักคิด นักริเริ่ม และนักปฏิบัติที่ดีได้ทรงริเริ่มกิจการงานหลายอย่างจนเป็นผลดีต่อประเทศชาติ เช่น การให้มีหลักสูตรเรียน การสอบไล่ประกาศนียบัตร สมุดประวัติราชการ และงานสถิติ
              ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงรับราชการตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ถึงรัชการที่ 7 พระองค์ทรงรับราชการในหน้าที่ด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ ทรงพระปรีชาสามารถในการงานแขนงต่างๆเป็นอย่างดี แม้งานบางอย่างที่พระองค์ไม่มีพระประสบการณ์มาก่อน แต่พระองค์ได้ทรงประกอบพระภารกิจลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างดียิ่ง
             เช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1932 คณะราษฎร์ได้ใช้กำลังทหารจู่โจมจับกุมพระราชวงศ์และนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพมหานครไปคุมขังไว้ ได้ยุบตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นผลให้พระองค์ทรงพ้นจากตำแหน่งราชการด้านอภิรัฐมนตรีและสภานายกราชบัณฑิตสภา คณะราษฎร์ได้ทูลเชิญพระองค์ไปประทับเป็นตัวประกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ภายหลังพระองค์ทรงได้รับการปลดปล่อย และถูกปลดให้รับพระราชทานบำนาญเดือนละ 1,500 บาท พระองค์ประชวรด้วยโรคพระหทัยพิการ แล้วสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1943 ด้วยพระหทัยหยุดทำงาน รวมมีพระชนม์มายุได้ 81 พรรษา                  
         8. สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพในฐานะนักประวัติศาสตร์
              สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้รับการยกย่องว่า เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย โดยเป็นผู้ทรงวางรากฐานวิชาประวัติศาสตร์และทรงชี้องค์ 3 ของวิชาประวัติศาสตร์ไว้ดังนี้
1. ตัวการ การที่จะศึกษาเรื่องใด ต้องเข้าใจเรื่องนั้นๆ อย่างดีก่อน
2. เหตุ เพราะเหตุใดจึงเกิดเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้น
3. ผล เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ผลเป็นอย่างไร ถ้าเหตุอย่างไร ถ้าเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น ผลจะเป็นอย่างไร
             องค์ 3 ของวิชาประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงรวบรวมหลักฐานจำนวนมากไว้ โดยทรงพินิจพิจารณา วินิจฉัย วิเคราะห์ และวิจารณ์หลักฐานเหล่านั้นอย่างรัดกุมยิ่ง พระองค์ได้เสด็จไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้พระองค์มีพระประสบการณ์และมีความคิดกว้างขวาง ซึ่งได้ส่งผลให้งานนิพนธ์ของพระองค์เกิดคุณประโยชน์แก่อนุชนอย่างมาก
            สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นนักประวัติสาสตร์ที่มีวิธีการเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน เป็นที่สนใจของผู้อ่าน วิธีการเสนอเรื่องของพระองค์มีหลายรูปแบบ เช่น รูปสารคดี จดหมายโต้ตอบ ผู้ศึกษาสังเกตตัวอย่างได้จากจดหมายโต้ตอบระหว่างพระองค์กับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งเรียกว่า สาส์นสมเด็จ อันเป็นวรรณกรรมที่ให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี อักษรศาสตร์ วัฒนธรรมและความรู้ด้านต่างๆอย่างมาก พระองค์ได้ทรงแสดงทรรศนะที่กว้างขวาง อันเป็นการเน้นหลักเกณฑ์การศึกษาประวัติศาสตร์ที่สุขุม ไม่ด่วนผลีผลามตัดสินพระทัยในหลักฐานที่ได้โดย “....ควรพิจารณาดูให้ดี อย่าลืมหลักฐาน อย่าเอาโลกจริตเข้าใส่ในการวินิจฉัยเรื่องราวในพงศาวดารพึงกระทำด้วยความเที่ยงธรรม....”(แถมสุข  นุ่มนนท์. “ประวัติศาสตร์,”ในปรัชญาประวัติศาสตร์.2519 : 47)
        9. การศึกษาประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
           สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสนพระทัยในการศึกษาประวัติศาสตร์ ทรงรักหนังสือมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงนิพนธ์หนังสือลงพิมพ์ในหนังสือ คอต ทรงนิพนธ์โคลงประกอบภาพรามเกียรติ์ที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อพระชนมายุได้ 19 พรรษา (สุจริต  ถาวรสุข. พระประวัติและงานของสมเด็จพระเจ้าบรมววงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่ม 3. 2508:138)
เมื่อพระองค์เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และในปัจฉิมแห่งพระชนม์ชีพได้ทรงดำเนินงานด้านหอสมุดพระวชิรญาณจนก้าวหน้าไปอย่างมาก ทรงได้รับหนังสือเพิ่มมากมาย ได้ทรงตรวจค้น ทรงนำความรู้ทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ การที่พระองค์ได้เสด็จไปพบเห็นสถานที่ต่างๆครั้งเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยนั้นได้ส่งผลให้นำความรู้ความคิดเปรียบเทียบ และทรงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีกมากมาย
           พระองค์ทรงสนพระทัยศึกษาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พงศาวดารเขมร พงศาวดารญวน พงศาวดารพม่า และได้เสด็จไปศึกษาตรวจสอบโบราณสถานและโบราณวัตถุในสถานที่ต่างๆ ด้วยพระองค์เอง
             พระองค์ทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ โดยทรงใช้วิธีการตีความหมายของวิชาประวัติศาสตร์ว่าเรื่องราวต่างๆ เป็นมาอย่างไร และตีความหมายข้อเท็จจริงอย่างเที่ยงธรรม
         10. แนวพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
              พระนิพนธ์ของะรพองค์ได้รับอิทธิพลมาจากแนวความคิดของชาติตะวันตก โดยสืบเนื่องมาจากการคุกคามของอิทธิพลชาติตะวันตก และผลจากการศึกษากรอบอบรมแบบชาติตะวันตกเมื่อครั้งพระองค์ยังทรงพระเยาว์ รวมทั้งการเสด็จประพาสยุโรปด้วย แนวพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์ของพระองค์คล้ายคลึงกับของ เลโอโปลด์ ฟอน แรงก์ นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน ซึ่งอยู่ในสกุลประวัติศาสตร์นิยม อันเป็นสกุลที่เชื่อว่า ประวัติศาสตร์ต้องสร้างประสบการณ์แห่งอดีตให้กลับเข้ามาเป็นความรู้สึกนึกคิดของปัจจุบัน ต้องดึงภาพอดีตจากความบันดาลใจ ความเข้าใจ ทั้งนี้เพื่อสร้างชีวิตขึ้นใหม่...อิทธิพลเลโอโปลด์ ฟอน แรงก์ คือ การให้หลักฐานเอกสารอ้างอิงอย่างกว้างขวางและระมัดระวัง ลักษณะเช่นนี้ผู้ศึกษาสังเกตได้ว่าพระองค์ได้ทรงกระทำอย่างรอบคอบในการค้นหาหลักฐานข้อเท็จจริงมาประกอบอย่างชนิดที่ไม่มีนักประวัติศาสตร์ไทยในยุคโบราณทำมาก่อน (ชาญวิทย์  เกษตรศิริ. “ปรัชญาประวัติศาสตร์ไทย”,ในปรัชญาประวัติศาสตร์ 2518 :284 )
นอกจากนี้ งานพระนิพนธ์ประวัติสาสตร์ของพระองค์ได้รับอิทธิพลจาก ลัทธิตระหนักแน่ หรือ ปฏิฐานนิยม อันเป็นหลักปรัชญาของพวกแองโกลแซกซัน ซึ่งเป็นสกุลที่ปฏิเสธความเชื่อทางไสยศาสตร์หรือศาสนา หรือหลักอภิปรัชญา
            งานพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์มีลักษณะเป็นงานวิจัยทางวิชาการ นั่นคือ พระองค์ได้ทรงใช้พระวิริยะอุตสาหะศึกษาเรื่องที่จะทรงนิพนธ์นั้นจนทรงเข้าพระทัยลึกซึ้งก่อนแล้ว จึงทรงรวบรวมและค้นคว้าหลักฐานจากแหล่งต่างๆประกอบกัน จากนั้นก็ทรงตีความจากหลักฐานนั้นๆ ว่าควรเชื่อสิ่งใดว่าถูกต้องหรือไม่เพียงใด แล้วจึงทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นเรื่อง ทรงเสนอเรื่องเป็นตอนๆไป โดนเริ่มจากเหตุมาหาผล ทรงนิพนธ์หนังสืออย่างวิพากษ์วิจารณ์และทรงศึกษาเหตุผลเป็นหลัก พระองค์ไม่ทรงกล่าวออกมาทีเดียวว่า เรื่องใดเรื่องหนึ่งถูกต้อง โดยมิได้ทรงสอบหลักฐานให้ต้องกันเสียก่อน และทรงอ้างหลักฐานที่ทรงใช้ผู้อ่านทราบด้วย โดยทรงแทรกไว้ในเนื้อเรื่องบ้าง ในเชิงอรรถบ้าง เช่น เรื่อง ไทยรบพม่า. และบางตอนพระองค์ได้ทรงแทรกพระวิจารณ์ไว้ด้วย
             หลักฐานที่พระองค์ทรงใช้ประกอบพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์ อาจสรุปได้เป็นข้อๆดังต่อไปนี้
         1. สิ่งที่ได้พบเห็น การที่พระองค์ได้เสด็จไปในสถานที่ต่างๆทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทำให้พระองค์ทรงพบเห็นสิ่งต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์อย่างมาก กอปรกับพระนิสัยชอบสังเกต จดจำ ค้นคว้า และบันทึกสิ่งที่ได้ทรงพบเห็น จึงทำให้งานพระนิพนธ์เรื่องต่างๆมีมาตรฐานแห่งความจริงมากที่สุด
          2. หนังสือประเภทต่างๆ แยกออกได้ดังนี้
            2.1 พงศาวดาร มีทั้งพงศาวดารไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐ พงศาวดารพม่า พงศาวดารเขมร พงศาวดารญวน
            2.2 หนังสือภาษาต่างประเทศ พระองค์ได้ทรงรวบรวมไว้ซึ่งตำราประวัติศาสตร์ กฎหมาย การคลัง การปกครอง และเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น
         3. หลักฐานทางโบราณคดี การที่พระองค์ได้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเป็นเวลา 20 ปี ได้ทำให้ทรงเห็นโบราณวัตถุ โบราณสถาน และตำรับตำราจำนวนมากในเมื่อพระองค์ได้เสด็จไปยังเมืองต่างๆ ซึงเป็นผลดีต่องานพระนิพนธ์ประวัติศาสตร์อย่างมาก เช่น นิราศนครวัด ตำนานพุทธเจดีย์ นิทานโบราณคดี
        การเสนอเรื่อง
             สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิยมเสนอเรื่องที่เรื่องที่เริ่มต้นด้วยการอธิบายเรื่องราวหรือคำนำก่อนแล้วจึงเริ่มเสนอเนื้อเรื่อง สำหรับการอธิบายเรื่องราวหรือคำนำนั้น เป็นการอธิบายให้เข้าใจขอบเขต และความเป็นมาของเนื้อเรื่องนั้นๆ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการอ่านต่อไป และดำเนินเรื่องเป็นแบบบรรยายโวหารและแบบเทศนาโวหารอยู่ลำดับรองลงมา
         การใช้ภาษา
             สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดการใช้โวหารมากที่สุดลีลาแห่งการเรียบเรียงถ้อยคำมีลักษณะเรียบๆเป็นคำธรรมดาอ่านเข้าใจง่ายขึ้น ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินไปในตัว ตัวอย่างมีตำนานพุทธเจดีย์ เป็นต้น
            วิธีพระนิพนธ์ของพระองค์มีการสอดแทรกข้อคิดเห็นเข้าไปสำนวนโวหารที่ใช้มักเป็นการบรรยายโวหารเชิงวิชาการ แต่บางเรื่องเมื่ออ่านแล้วก็เห็นจริงตามไปด้วย ตัวอย่างมีนิทานโบราณคดี เป็นต้น
พระองค์ได้ทรงนิพนธ์เชิงอรรถอธิบายภาษาบางคำที่ผู้อ่านไม่อาจเข้าใจกระจ่างขึ้นซึ่งเป็นการขยายความ และถือเป็นส่วนดีประการหนึ่งที่นักเขียนรุ่นหลังยึดเป็นตัวอย่าง
           วิธีพระนิพนธ์
           งานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพใช้วิธีการเขียนแบบพงศาวดาร ลำดับเหตุการณ์ตามปฏิทิน ตัวอย่างมี ไทยรบพม่า พระองค์ได้ทรงดำเนินเรื่องตั้งแต่สงครามกับพม่าครั้งที่ 1 ปี ค.ศ. 1538 และดำเนินสงครามเรื่อยๆมาตามวันเดือนปีจนถึงสงครามครั้งสุดท้ายในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยให้ความสำคัญของรายละเอียดของสงครามไว้อย่างดี
แม้งานพระนิพนธ์ส่วนใหญ่ของพระองค์เป็นแบบบรรยายโวหาร แต่ไม่ได้ทำให้เบื่อหน่ายกับเรื่องราว เพราะพระองค์ทรงมุ่งให้ผู้อ่านได้รับความเพลิดเพลิน ความเข้าใจ และความรู้ควบคู่ไปด้วย
           ลักษณะสำคัญอีกแนวหนึ่งที่ได้ปรากฏในงานพระนิพนธ์ของพระองค์คือ ความรู้สึกชาตินิยมอันพระองค์ทรงได้รับอิทธิพลแนวความคิดทั้งจากชาติตะวันตกมาจากการที่สังคมไทยถูกแวดล้อมด้วยชาวต่างชาติ อันเป็นอิทธิพลที่ทำให้คนสำรวจตรวจค้นหาตนเองอย่างมาก และได้สะท้อนออกมาในรูปของการหาต้นกำเนิดของคนไทยว่าคนไทยมาจากไหน มีการรวมชาติกันอย่างไร
            ปรัชญาในพระนิพนธ์
            งานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เริ่มปฏิเสธ “ความเชื่อทางไสยศาสตร์และศาสนา” โดยพระองค์ทรงใช้หลักฐานและเหตุผลที่พิสูจน์และจับต้องได้ ทรงเน้นความสำคัญอยู่ที่ชาติไทยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง และเป็นเรื่องของชาติไทยที่ถูกแวดล้อมด้วยชนชาติต่างๆ


 ที่มา : ดร.ดนัย  ไชยโยธา. วิธีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์กับปรัซญา